หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) คืออะไร? หม้อแปลงไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้เปลี่ยนระดับแรงดันไฟฟ้า (Voltage) โดยแปลงพลังงานไฟฟ้าจากวงจรหนึ่งไปสู่อีกวงจรหนึ่งผ่านหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า
หม้อแปลงสามารถเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้น (เรียกว่า Step-up Transformer) หรือลดแรงดันไฟฟ้าลง (เรียกว่า Step-down Transformer) โดยไม่เปลี่ยนแปลงกำลังไฟฟ้า (Power/Watt) และความถี่ (Frequency/Hz) ซึ่งในประเทศไทยมักใช้ความถี่ 50 Hz
หม้อแปลงไฟฟ้าแตกต่างจากเครื่องกลไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า เพราะหม้อแปลงทำงานโดยไม่มีส่วนที่เคลื่อนที่ จึงมีการสูญเสียพลังงานน้อยและมีประสิทธิภาพสูงถึง 95-98%
หม้อแปลงไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนประกอบหลักที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้การแปลงแรงดันไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ ดังนี้:

- แกนเหล็ก (Core): ทำจากแผ่นเหล็กบาง ๆ ที่เคลือบด้วยฉนวน (เรียกว่าแผ่นลามิเนต) เพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากกระแสไหลวน (Eddy Current) แกนเหล็กมักผสมซิลิกอน (Silicon) เพื่อลดการสูญเสียจาก Hysteresis โดยอาจมีรูปแบบ เช่น แกนเหล็กแบบคอร์ (Core Type) หรือแบบเชลล์ (Shell Type) ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
- ขดลวดตัวนำ (Winding): ขดลวดมักทำจากทองแดงหรืออลูมิเนียม หุ้มด้วยฉนวนเพื่อป้องกันการลัดวงจร ในหม้อแปลงขนาดใหญ่ อาจใช้ลวดถักแบบตีเกลียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำกระแส ขดลวดตัวนำมีด้วยกัน 2 ชุด คือ
- ขดลวดปฐมภูมิ (Primary Winding): รับแรงดันไฟฟ้าขาเข้า
- ขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Winding): จ่ายแรงดันไฟฟ้าขาออก
- ฉนวน (Insulation): ป้องกันการสัมผัสระหว่างขดลวดกับแกนเหล็ก และระหว่างชั้นของขดลวด โดยอาจใช้กระดาษอาบน้ำยาฉนวน หรือในหม้อแปลงขนาดใหญ่จะใช้ฉนวนที่มีความทนทานสูง เช่น กระดาษเคลือบเรซิน
- ขั้วต่อสายไฟ (Terminal): ใช้เชื่อมต่อขดลวดกับสายไฟภายนอก ในหม้อแปลงขนาดเล็กใช้ขั้วต่อธรรมดา แต่ในหม้อแปลงขนาดใหญ่จะใช้บูชชิ่ง (Bushing) เพื่อรองรับแรงดันสูง
- ตัวถัง (Tank): บรรจุขดลวดและแกนเหล็ก มักใช้ในหม้อแปลงขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความชื้นและสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่นหรือแมลง และช่วยรองรับน้ำมันหม้อแปลงในกรณีที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมัน
- แผ่นป้าย (Name Plate): ระบุข้อมูล เช่น ขนาดกำลัง (kVA), แรงดันไฟฟ้า, ความถี่, และวิธีการต่อวงจร
หม้อแปลงไฟฟ้าทำงานโดยใช้หลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) ตามกฎของฟาราเดย์ (Faradays Law) ซึ่งอธิบายถึงการที่สนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าในขดลวดได้ ขั้นตอนการทำงานของหม้อแปลงมีดังนี้:
- ขดลวดปฐมภูมิ (Primary Winding) ได้รับกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ซึ่งสร้างเส้นแรงแม่เหล็ก (Magnetic Flux) รอบแกนเหล็ก (Iron Core)
- เส้นแรงแม่เหล็กนี้จะเปลี่ยนแปลงทิศทางและขนาดตามความถี่ของกระแสไฟฟ้า เช่น 50 Hz ในประเทศไทย
- การเปลี่ยนแปลงของเส้นแรงแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า (Induced EMF) ในขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Winding) ที่พันอยู่บนแกนเหล็กเดียวกัน
- แรงดันไฟฟ้าที่เหนี่ยวนำในขดลวดทุติยภูมิขึ้นอยู่กับอัตราส่วนจำนวนรอบของขดลวด:
- หากขดลวดทุติยภูมิมีจำนวนรอบมากกว่าขดลวดปฐมภูมิ แรงดันจะเพิ่มขึ้น (Step-Up Transformer)
- หากขดลวดทุติยภูมิมีจำนวนรอบน้อยกว่าขดลวดปฐมภูมิ แรงดันจะลดลง (Step-Down Transformer)
- ความถี่ของไฟฟ้าที่ออกจากขดลวดทุติยภูมิจะเท่ากับความถี่ของไฟฟ้าที่ป้อนเข้ามา เช่น 50 Hz
อย่างไรก็ตาม หม้อแปลงในทางปฏิบัติจะมีการสูญเสียบางส่วน เช่น การสูญเสียจากความต้านทานในขดลวด (Copper Loss) และการสูญเสียจาก Hysteresis ในแกนเหล็ก (Hysteresis Loss) ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพไม่ถึง 100% แต่โดยทั่วไปหม้อแปลงมักมีประสิทธิภาพสูงถึง 95-98%
หม้อแปลงไฟฟ้ามีหลายประเภทตามการใช้งาน ดังนี้:
- แบ่งตามระบบไฟฟ้า
- หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส (Single Phase Transformer): เหมาะสำหรับบ้านเรือนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก
- หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส (Three Phase Transformer): เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ เช่น หม้อแปลง 3 เฟส ขนาด 100 kVA หรือ 250 kVA
- แบ่งตามการใช้งาน
- หม้อแปลงกำลัง (Power Transformer): ใช้ในระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง เช่น สถานีไฟฟ้า
- หม้อแปลงจำหน่าย (Distribution Transformer): ใช้ลดแรงดันไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือน เช่น จาก 22 kV เป็น 400/230 V
- หม้อแปลงเครื่องมือวัด (Instrument Transformer): ใช้สำหรับวัดค่าไฟฟ้า เช่น หม้อแปลงกระแส (Current Transformer: CT)
- แบ่งตามลักษณะการทำงาน
- Step-Up Transformer: เพิ่มแรงดันไฟฟ้า เช่น จาก 11 kV เป็น 115 kV ในระบบส่งไฟฟ้า
- Step-Down Transformer: ลดแรงดันไฟฟ้า เช่น จาก 22 kV เป็น 400 V สำหรับใช้งานในบ้าน
ขนาดหม้อแปลง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า วัดเป็นหน่วย kVA (กิโลโวลต์-แอมแปร์) ซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการรองรับโหลดไฟฟ้า
ตัวอย่างขนาดหม้อแปลงและการใช้งาน
- หม้อแปลง 100 kVA: เหมาะกับโรงงานขนาดเล็กหรือชุมชนที่มีโหลดประมาณ 80-90 kW เช่น โรงงานผลิตขนาดเล็กที่มีเครื่องจักรไม่กี่ตัว
- หม้อแปลง 250 kVA: เหมาะกับโรงงานขนาดกลางที่มีโหลด 200-220 kW เช่น โรงงานผลิตอาหารที่มีเครื่องจักรและระบบทำความเย็น
- หม้อแปลง 500 kVA: เหมาะกับโรงงานขนาดใหญ่ที่มีโหลดสูง เช่น 400-450 kW เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
วิธีเลือกขนาดหม้อแปลง
- คำนวณโหลดทั้งหมด: รวมกำลังไฟ (kW) ของเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรทั้งหมด เช่น มอเตอร์ 50 kW + ปั๊มน้ำ 20 kW = 70 kW
- แปลงเป็น kVA: ใช้สูตร kVA = kW ÷ Power Factor (PF) โดยทั่วไป PF = 0.8-0.9
- ตัวอย่าง: 70 kW ÷ 0.85 = 82.35 kVA
- เผื่อโหลด: เพิ่ม 20-30% เพื่อรองรับการขยายในอนาคต เช่น 82.35 kVA + 20% = 98.82 kVA เลือก หม้อแปลง 100 kVA
- พิจารณาการใช้งาน:
- บ้าน: เลือก หม้อแปลง 1 เฟส ขนาดเล็ก เช่น 10-50 kVA
- โรงงาน: เลือก หม้อแปลง 3 เฟส ขนาดใหญ่ เช่น หม้อแปลง 250 kVA หรือ หม้อแปลง 500 kVA
ข้อควรระวัง
- อย่าเลือกขนาดเล็กเกินไป เพราะอาจทำให้หม้อแปลงร้อนเกินและเสียหาย
- หม้อแปลงขนาดใหญ่เกินไปอาจสิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่าย
หม้อแปลงไฟฟ้ามีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้าทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม โดยช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละสถานที่ ดังนี้:
- ในบ้านเรือน
- ระบบ 1 เฟส: บ้านทั่วไปใช้ หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส เพื่อแปลงแรงดันจาก 22 kV หรือ 33 kV ลงมาเป็น 230 โวลต์ ซึ่งเป็นแรงดันที่เหมาะสมสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
- ตัวอย่างการใช้งาน: รองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน เช่น ทีวี, ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ หรือปั๊มน้ำขนาดเล็ก
- ขนาดที่เหมาะสม: หม้อแปลงขนาด 10-50 kVA มักใช้ในชุมชนเล็ก ๆ หรือหมู่บ้าน เพื่อจ่ายไฟให้กับบ้านหลายหลัง
- ในโรงงาน
- ระบบ 3 เฟส: โรงงานส่วนใหญ่ใช้ หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส เพื่อรองรับโหลดที่สูง เช่น มอเตอร์, ปั๊มน้ำ หรือเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
- ตัวอย่างการใช้งาน: โรงงานผลิตที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตอาหารหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มักใช้ หม้อแปลง 100 kVA ถึง หม้อแปลง 500 kVA เพื่อรองรับโหลดที่สูง
- ข้อดี: ระบบ 3 เฟสช่วยกระจายไฟฟ้าให้สมดุล ลดปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องจักร และช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์
- ในระบบจำหน่ายไฟฟ้า
- หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง: ใช้ในสถานีจ่ายไฟเพื่อแปลงแรงดันจาก 115 kV ลงมาเป็น 22 kV หรือ 33 kV ก่อนส่งต่อไปยังหม้อแปลงจำหน่ายในชุมชน
- ตัวอย่างการใช้งาน: หม้อแปลงจำหน่ายในชุมชนจะลดแรงดันจาก 22 kV ลงมาเป็น 400/230 โวลต์ เพื่อจ่ายไฟให้กับบ้านเรือนหรืออาคารต่าง ๆ
หม้อแปลงไฟฟ้าจะเกิดความร้อนขณะทำงานจากทั้งขดลวดและแกนเหล็ก หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงเกินไป อาจส่งผลให้ฉนวนเสื่อมสภาพ ขดลวดเสียหาย หรือประสิทธิภาพลดลง การระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในโรงงานที่ใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่ เช่น หม้อแปลง 500 kVA ซึ่งผลิตความร้อนสูง วิธีการระบายความร้อนมีดังนี้:
- การระบายความร้อนตามธรรมชาติ (Natural Cooling): อาศัยอากาศรอบ ๆ หม้อแปลงช่วยถ่ายเทความร้อน เหมาะกับหม้อแปลงขนาดเล็ก เช่น หม้อแปลง 1 เฟสในบ้าน
- การระบายความร้อนด้วยน้ำมัน (Oil Natural Cooling): หม้อแปลงถูกแช่ในน้ำมันภายในถัง ซึ่งน้ำมันจะดูดซับความร้อนจากขดลวดและแกนเหล็ก แล้วถ่ายเทความร้อนไปยังผิวถังเพื่อระบายออกสู่อากาศ วิธีนี้เหมาะกับหม้อแปลงขนาดใหญ่ เช่น หม้อแปลง 3 เฟสในโรงงาน
- การระบายความร้อนด้วยน้ำมันและพัดลม (Oil Forced Air Cooling): เพิ่มพัดลมเพื่อเป่าลมเย็นที่ผิวถัง ช่วยเร่งการระบายความร้อน เหมาะกับหม้อแปลงที่ทำงานหนักและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อน
- การระบายความร้อนด้วยน้ำมันและน้ำ (Oil-Water Cooling): ใช้ท่อน้ำวนรอบถังหม้อแปลง โดยน้ำมันจะถ่ายเทความร้อนให้กับน้ำ และน้ำจะนำความร้อนออกไป วิธีนี้มักใช้ในหม้อแปลงขนาดใหญ่พิเศษ เช่น ในสถานีไฟฟ้า
- การระบายความร้อนด้วยการปั๊มน้ำมัน (Oil Forced Cooling):ใช้ปั๊มน้ำมันเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของน้ำมันเร็วขึ้น ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น เหมาะกับหม้อแปลงที่ต้องการระบายความร้อนอย่างรวดเร็ว
น้ำมันหม้อแปลงไม่เพียงช่วยระบายความร้อน แต่ยังทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันการลัดวงจร คุณสมบัติของน้ำมันที่ดีควรมี:
- ความหนืดต่ำ เพื่อให้ไหลเวียนได้ดี
- จุดวาบไฟและจุดติดไฟสูง เพื่อความปลอดภัย
- ความหนาแน่นต่ำ และทนต่อไฟฟ้าแรงดันสูง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในหม้อแปลง
การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า: วิธีดูแลให้ใช้งานได้ยาวนาน
หม้อแปลงไฟฟ้าถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความทนทานและต้องการการบำรุงรักษาน้อยเมื่อเทียบกับเครื่องกลไฟฟ้าอื่น ๆ อย่างมอเตอร์หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การบำรุงรักษาเป็นประจำยังคงสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ฉนวนเสื่อมสภาพ หรือการหยุดชะงักของระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่สูง
ขั้นตอนการบำรุงรักษาที่แนะนำ
- ตรวจสอบส่วนประกอบหลัก
- น้ำมันหม้อแปลง: ตรวจสอบระดับน้ำมันและคุณภาพ เช่น ความชื้นหรือสิ่งปนเปื้อน เพราะน้ำมันที่เสื่อมสภาพอาจลดประสิทธิภาพการระบายความร้อนและการเป็นฉนวน
- บูชชิ่ง (Bushing): ตรวจดูรอยแตกหรือรอยไหม้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงปัญหาการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า
- อุณหภูมิ: วัดอุณหภูมิขณะใช้งาน (ควรต่ำกว่า 60-70°C) หากสูงเกินไปอาจบ่งบอกถึงปัญหาการระบายความร้อน
- ฉนวน: ใช้เครื่อง Insulation Tester เพื่อวัดความต้านทานของฉนวน ป้องกันการลัดวงจร
- การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
- ทำความสะอาดหม้อแปลงเพื่อขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจสะสม ซึ่งอาจรบกวนการระบายความร้อน
- ขันน็อตและจุดต่อสายไฟให้แน่น เพื่อป้องกันการหลวมที่อาจก่อให้เกิดความร้อนสูงหรือการลัดวงจร
- เปลี่ยนน้ำมันหม้อแปลงทุก 2-3 ปี หรือตามสภาพการใช้งาน เพื่อรักษาคุณสมบัติในการระบายความร้อนและเป็นฉนวน
- ตรวจสอบระบบระบายความร้อน เช่น พัดลมหรือครีบระบายความร้อน ให้ทำงานได้ตามปกติ
ผลดีจากการบำรุงรักษา
- ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากความร้อนสะสมหรือฉนวนเสื่อมสภาพ
- ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยลดโอกาสที่ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนหม้อแปลงใหม่
บริการของเรา
ทีมงานของเราพร้อมให้บริการ บำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า และ บำรุงรักษาระบบไฟฟ้าประจำปี รวมถึง การตรวจสอบระบบไฟฟ้า ด้วยเครื่องมือทันสมัย เช่น Insulation Tester เพื่อให้มั่นใจว่าระบบไฟฟ้าของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ติดต่อเราเพื่อวางแผนการบำรุงรักษาที่เหมาะสมสำหรับคุณ
ข้อมูลน่าสนใจ
- หม้อแปลงเสียอาจทำให้ไฟดับทั้งโรงงาน: หม้อแปลงที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอาจร้อนเกินไปและเสียหาย ส่งผลให้โรงงานหยุดชะงักและเกิดความสูญเสียทางธุรกิจ
- น้ำมันหม้อแปลงต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่: ถ้าพบว่าน้ำมันมีสีเข้มหรือมีตะกอน ควรเปลี่ยนทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย
- หม้อแปลงขนาดใหญ่ต้องมีระบบป้องกัน: เช่น หม้อแปลง 500 kVA ควรติดตั้งเซอร์กิตเบรกเกอร์และระบบป้องกันฟ้าผ่า เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
สรุปส่งท้าย
หม้อแปลงไฟฟ้า เป็นหัวใจสำคัญของระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส สำหรับบ้าน หรือ หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟส สำหรับโรงงาน การเลือก ขนาดหม้อแปลง ที่เหมาะสม เช่น หม้อแปลง 100 kVA, หม้อแปลง 250 kVA, หรือ หม้อแปลง 500 kVA จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบำรุงรักษาและตรวจสอบหม้อแปลงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากความเสียหาย หากคุณกำลังมองหาบริการ บำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า หรือ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาและบริการเพื่อให้ระบบไฟฟ้าของคุณทำงานได้อย่างเต็มที่!